Showing posts with label รักษาฝ้า. Show all posts
Showing posts with label รักษาฝ้า. Show all posts

"เฟตตูชินี่ทูน่าผักโขม" สุดยอดเมนูช่วยป้องกันฝ้า

“ทานอะไรให้มีพลังงานเปี่ยมล้น” นักฟุตบอลเป็นอาชีพที่ต้องใช้พลังงานเป็นอย่างมากโดยเฉพาะในช่วงเวลาก่อนลงสนาม ซึ่งถ้าทานคาร์โบไฮเดรตได้เพียงพอเท่ากับเมนูเฟตตูชินี่ทูน่าผักโขมกล้ามเนื้อของคุณจะบรรจุพลังงานอย่างเต็มเปี่ยมเพียงพอสําหรับแมตช์สําคัญที่จะมาถึง รวมถึงป้องกันฝ้าจากแดดที่ส่งผลโดยตรง

นักฟุตบอลควรเลือกทานคารโบไฮเดรตให้ถูกชนิดคือ คาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน เพราะเป็นสารอาหารที่จะค่อยๆ ถูกย่อยและดูดซึมอีกทั้งกระบวนการเปลี่ยนจากแป้งเป็นน้ําตาลจะช้ากว่าทําให้ร่างกายได้รับพลังงานต่อเนื่องยาวนานและระดับน้ำตาลในเลือดจะเพิ่มคงที่สม่ําเสมอ ทําให้มีพละกําลังเพียงพอสําหรับการออกกําลังกายหนักๆ ซึ่งต่างจากคาร์โบไฮเดรตเชิงเดียวที่ย่อยสลายรวดเร็วและเพิ่มระดับน้ำตาลในเลือด"อย่างฉับพลันซึ่งเป็นปัญหาเรื่องไขมันสะสมเกินควร อย่างไรก็ตามเมนูเฟตตูชินี่ทูน่าผักโขมนั้นยังสามารถป้องกันฝ้าได้อย่างดีเมื่อผิวของนักเตะต้องมาสัมผัสกับแดดที่ร้อนจัด

เส้นตูชินี่ 

หนึ่งในชนิดของเส้นพาสต้าที่เป็นอาหารในกลุ่มคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนที่นอกจากเหนียวนุ่มอร่อยแล้วยังมีคุณค่าทางโภชนาการที่สําคัญอย่างโปรตีนไลซีนซึ่งเป็นกรดอะมิโนที่จําเป็นต่อร่างกายกรดโฟลิก. วิตามินบี, ธาตุเหล็กแถมยังอิ่มให้พลังงานได้นานอีกด้วยอีกทั้งยังช่วยให้กระหลุดลอกออกไปแม้จะต้องกินเป็นเวลานานอย่างไรก็ตามควรรับประทานในปริมาณที่เหมาะสมด้วยนอกจากนักฟุตบอลจะต้องรับสารอาหารคาร์โบไฮเดรตแล้วควรทานสารอาหารชนิดอื่นๆที่มีวิตามินและแร่ธาตุโปรตีนเสริมไปด้วย

ผักโขม 

รับวิตามินอย่างเต็มที่กับผักโขมยอดผักเพื่อสุขภาพในใบเป็นแหล่งของวิตามินเอ วิตามินซี วิตามินบี 6 และสารอาหารอื่นๆเช่นโซเดียม, โพแทสเซียม, ธาตุเหล็ก, แมกนีเซียมและไฟเบอร์นอกจากนี้ผักโขมยังมีเบต้าแคโรทีนสูงซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระช่วยป้องกันมะเร็งและมีสารซาโปนินที่ช่วยลดคอเรสเตอรอลในเลือดได้เป็นอย่างดีอีกทั้งยังโดยกระตุ้นในการกระชับผิวให้ป้องกันจากแดดเพื่อลดฝ่า

ปลาทูน่า 

เนื้อปลาอีกชนิดที่มีคุณค่าทางโภชนาการเป็นอย่างมาก918kiss โปรโมชั่นโดยทูน่าถือเป็นแหล่งโปรตีนชั้นเยี่ยมที่ย่อยง่ายกว่าเนื้อสัตว์อื่นๆ (Easily Digestible Protein) โดยมีมากถึง 60 % ต่อเนื้อทูน่า 100 กรัมมีวิตามินบี 12 ถึง 181 % วิตามินเอ 50% ต่อการพัฒนาเซลล์สมองอีกด้วยแต่ควรทานเป็นทูน่าสดจะให้ประโยชน์สูงสุด คุณประโยชน์ที่มากมายของเฟตตูชินี่ทน่า - ผักโขมทําให้เมนูนี้เป็นเมนที่เหมาะสําหรับนักฟุตบอลที่ต้องการพลังงานสูงในการเตรียมลงแข่งขันอีกทั้งยังสามารถลดการโจมตีของฝ่าอีกด้วยประโยชน์ให้ครบถ้วนด้วยผักโขมและเนื้อปลาทูน่ารวมถึงไขมันชนิดดีจากนมและชีสเป็นอีกเมนูนึงที่นักฟุตบอลไม่ควรพลาดในการต่อสู้กับฝ่าที่จะจะโจมตีด้วยตลอดเวลา

มาทำครีมลดฝ้าด้วยวิธีธรรมชาติจากขมิ้นและกระทิกันเถอะ

สำหรับทุกท่านที่กำลังหนักอกหนักใจเรื่องฝ้า ที่อยู่บนใบหน้าของท่าน วันนี้ทางทีมงานจะมาแนะนำครีมลดฝ้าที่ทำจากวัตถุดิบที่ได้จากธรรมชาติ ซึ่งก็คือ ขมิ้น และก็ กระทิ นั่นเอง สรรพคุณของครีมตัวนี้คือสามารถรักษาฝ้า ลบเลือนรอยฝ้าที่อยู่บนหน้าให้จางลงได้น่ะครับ จริงๆ สูตรนี้เป็นของฝรั่งเค้าน่ะครับ เห็นว่าเป็นวิธีรักษาฝ้าแบบธรรมชาติ รับรองเรื่องความปลอดภัยครับ เลยนำมาแนะนำให้ทุกท่านได้ทดลองนำไปใช้กันดู

นอกจากนี้เรามีวิดีโอแนะนำการทำครีมลดฝ้าสูตรนี้ด้วยน่ะครับ เป็นภาษาอังกฤษ ใครที่ถนัดภาษาอังกฤษอยู่แล้วก็จัดเลยครับ ทำตามคำแนะนำที่อยู่ในวิดีโอได้เลย หากใครไม่คุ้นเคยกับภาษาฝรั่ง ผมได้สรุปเนื้อหาใจความ วิธีทำครีมลดฝ้าสูตร ขมิ้น กับ กระทิ ไว้แล้วน่ะครับ เรามาทำกันเลย

สิ่งที่ต้องเตรียม: 1. น้ำกระทิประมาณ 15 ช้อนชา 2.ผงขมิ้น 2 ช้อนชา  3. Rose water 4 ช้อนชา 5. น้ำมะนาว 1 ช้อนชา
ครีมลดฝ้า
ผงขมิ้น
Rose water
Rose water

ก่อนอื่นเลยให้เราหาชามหรือถ้วยปากกว้างขนาดพอประมาณที่สามารถคนได้ง่ายๆ หน่อยจัดมาก่อนเลยครับ 1 ใบ จากนั้นเทน้ำกระทิลงไปก่อนเลย ตามด้วยผงขมิ้น น้ำดอกกุหลาบ** และน้ำมะนาว ตามปริมาณที่เราเตรียมเอาไว้ คนให้ส่วนผสมกลายเป็นเนื้อเดียวกันและมีความหนืดพอดี ส่วนประกอบที่แจ้งเอาไว้สามารถเพิ่มปริมาณได้ตามความเหมาะสม
น้ำกระทิ
น้ำกระทิ
น้ำมะนาว
น้ำมะนาว

เมื่อส่วนผสมเข้ากันแล้วเราจะได้ครีมลดฝ้า ให้เรานำไปทาบริเวณที่เราเป็นฝ้าทุกวัน ทิ้งไว้ประมาณ 30 นาทีแล้วค่อยแล้วออกแล้วเช็ดหน้าให้แห้ง ฝ้าที่เกาะอยู่บนหน้าของท่านก็จะค่อยๆ จางหายไป วิธีนี้เป็นวิธีรักษาฝ้าด้วยวิธีธรรมชาติ ดังนั้น จงอย่าคาดหวังว่าทำแค่ ไม่กี่วันแล้วฝ้าจะหายได้ ต้องมีความตั้งใจจริงครับ จะเริ่มเห็นผลว่าฝ้าเริ่มจางลงหลังจากใช้ครีมนี้ติดต่อกันอย่างน้อยสองอาทิตย์

หมายเหตุ:
**Rose Water น้ำกุหลาบ ที่ใช้กันมาตั้งแต่สมัยโบราณ เช็ดผิวให้รูขุมขนกระชับเนียนเรียบ ผิวพรรณสดใสไม่หมองคล้ำ บำรุงผิวให้เต่งตึง ใช้แทนโคโลญจน์ได้ด้วย น้ำกุหลาบจะได้มาจากการกลั่นน้ำมันหอมระเหยกุหลาบ

น้ำกุหลาบเป็นที่นิยมมาตั้งแต่สมัยโบราณหลายประเทศทั่วโลก เครื่องสำอางค์สมัยก่อนในบางตำรับก็มีการใช้น้ำกุหลาบเป็นส่วนผสม เช่น โคลด์ครีม มีการนำน้ำกุหลาบผสมกับส่วนผสมอย่างอื่น พอน้ำกุหลาบระเหยออกไปจะทำให้รู้สึกเย็นผิว จึงเรียกกันว่าโคลด์ครีม ในประเทศไทยเราเองก็มีใช้กันมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา เรียยกว่าน้ำกุลอับ

น้ำกุหลาบสามารถใช้ได้ทั้งเป็นน้ำกระสายยา เช็ดผิวหน้าให้รูขุมขุนกระชับเนียนเต่งตึง ไม่ทำให้ผิวหมองคล้ำ โดยใช้ได้อย่างปลอดภัย ไม่มีสารเคมีเจือปน ใช้แทนโทนเนอร์ทั่วไปได้ หากต้องการความสดชื่นให้แช่เย็นแล้วค่อยนำมาฉีดพ่นบนใบหน้า

ประโยชน์อีกอย่างหนึ่งก็คือใช้เพื่อความหอม โดยสามารถใช้หยดบนผ้าโดยไม่ทำให้เนื้อผ้าเป็นคราบ
หรือใช้แทนโคโลญจน์ได้ด้วย กลิ่นไม่ฉุนมากเหมือนน้ำหอม และไม่ทำให้เกิดอันตรายต่อผิวเหมือนน้ำหอมสังเคราะห์ จะประยุกต์โดยผสมดินสอพองพอกผิวก็ได้ผลดี คือให้ทั้งความหอมและลดผดผื่นได้เป็นอย่างดี(ใช้น้ำกุหลาบแทนน้ำอบไทยหรือน้ำปรุง)




การรักษาฝ้าด้วยวิธีธรรมชาติ

ปัจจุบันนี้มีผลิตภัณฑ์ครีมรักษาฝ้าจำนวนมากออกมาจำหน่าย แต่เราควรจะใช้วิธีรักษาฝ้าด้วยวิธีธรรมชาติที่สามารถทำได้ง่ายๆ ด้วยตัวเอง วิธีรักษาฝ้าด้วยวิธีธรรมชาติเหล่านี้จะไม่เพียงแต่กำจัดปัญหาฝ้าเท่านั้น แต่ยังช่วยในกระบวนการของการต่ออายุผิวโดยนำระดับอีลาสตินที่ปกติก็จะช่วยให้ผิวที่ดีจะช่วยในการซ่อมแซมผิว ช่วยขจัดเซลล์ผิวที่ตาย พื้นผิวที่อุดตันรูขุมขน และทำให้มีสุขภาพผิวที่ดีขึ้น เรามาลองดูกันครับวิธีรักษาฝ้าด้วยวิธีธรรมชาติที่เราสามารถทำได้เองง่ายๆ ดังนี้

น้ำส้มสายชู: น้ำส้มสายชูซึ่งมีฤทธิ์เป็นกรด สามารถนำมาล้างทำความสะอาดหน้าได้ และสามารถกระตุ้นเซลล์ผิวใหม่ๆ ได้ นำน้ำส้มสายชูผสมกับน้ำในปริมาณที่เท่ากันมาผสมให้เข้ากัน จากนั้นใช้ล้าง ทำความสะอาดหน้า วิธีนี้จะทำให้หน้าดูนุ่นนวลขึ้น สามารถใช้น้ำส้มสายชูที่ผลิตจากแอปเปิ้ลหรือน้ำส้มสายชูที่ผลิตจากธรรมชาติแทนได้

น้ำหอมหัวใหญ่: สามารถเตรียมได้โดยการนำหอมหัวใหญ่มาปั่นละเอียดเพื่อให้ได้น้ำหอมหัวใหญ่ออกมา จากนั้นผสมกับน้ำส้มสายชูที่ผลิตจากแอปเปิ้ล ทาบริเวณที่เป็นฝ้าวันละประมาณ 2 คร้้ง หรืออีกวิธีนึง นำหอมหัวใหญ่มาหั่นเป็นแว่น จากนั้นจุ่มลงในน้ำส้มสายชูแล้วนำไปวางลงบนบริเวณที่เป็นฝ้า

น้ำมะนาว: น้ำมะนาวสามารถช่วยรักษาฝ้าได้อย่างรวดเร็ว สภาพที่เป็นกรดโดยธรรมชาติของน้ำมะนาวจะมีผลให้เกิดการลอกของเซลล์ผิวที่อยู่บ้านบน ดังนั้นจึงสามารถช่วยรักษาฝ้าให้จางลงได้

ความเครียดมีผลทำให้เกิดฝ้าด้วย ดังนั้นเราควรควบคุม ดูแลไม่ให้เกิดความเครียด วิธีที่ได้ผลมากที่สุดคือ การออกกำลังกาย การดื่มน้ำสะอาดมากๆ เป็นการช่วยทำให้ผิวชุ่มชื้น ขับของเสียออกจากร่างกายได้ง่ายผ่านทางเหงื่อ การรับประทานที่มีสารอาหารที่จำเป็นอย่างพอเหมาะโดยเฉพาะอย่างยิ่งวิตามินและแร่ธาตุต่างๆ โดยพบว่า การรับประทานผลไม้สดต่างๆ อย่างพอเหมาะจะทำให้ได้รับวิตามินและแร่ธาตุอย่างเพียงพอ

ทั้งหมดนี้เป็นวิธีรักษาฝ้าด้วยวิธีธรรมชาติอย่างเห็นผล แม้ว่าวิธีการรักษาฝ้าด้วยวิธีธรรมชาตินี้จะไม่ทำให้ฝ้าจางลงได้อย่างรวดเร็ว แต่ถ้าเปรียบเทียบเรื่องความปลอดภัย ก็ถือว่าคุ้มค่า

อะไรคือสาเหตุของการเกิดฝ้า?

ฝ้า ส่วนใหญ่แล้วจะมีลักษณะเป็นรอยสีน้ำตาลหรือรอยสีเทาปนน้ำเงินที่เกิดขึ้นบริเวณใบหน้า ส่วนใหญ่แล้วฝ้าจะเกิดกับผู้หญิงในช่วงระยะตั้งครรภ์ ฝ้าส่วนใหญ่จะเกิดบริเวณโหนกแก้ม เหนือริมฝีปาก หน้าผาก คาง ส่วนใหญ่แล้วฝ้าจะเกิดกับผู้หญิงที่มีอายุประมาณ 20-50 ปี แม้ว่าฝ้าจะไม่ค่อยพบว่าจะเกิดกับผู้ชาย แต่ผู้ชายก็มีโอกาสเกิดฝ้าได้เช่นกัน สาเหตุของการเกิดฝ้านั้น หลักๆ น่าจะเกิดจากการสัมผัสกับแสงแดดมากเกินไป ฮอร์โมนที่อยู่ในยาคุมกำเนิด การเปลี่ยนแปลงฮอร์โมนของหญิงในขณะตั้งครรภ์ คนส่วนใหญ่ที่เกิดฝ้าพบว่าคนเหล่านั้นต้องตากแดดเกือบทุกวัน ผู้หญิงตั้งครรภ์มีโอกาสเกิดฝ้าได้ง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้หญิงเอเชีย และผู้หญิงลาติน ผู้หญิงที่มีผิวสีมะกอกหรือผู้หญิงที่มีสีผิวเข้ม เช่น ผู้หญิงสเปน โปรตุเกส ผู้หญิงเอเชีย และผู้หญิงตะวันออกกลางจะมีโอกาสเกิดฝ้ามากกว่าผู้หญิงกลุ่มอื่นๆ

จากการสำรวจ พบว่ามีผู้หญิงชาวอเมริกันประมาณ 6 ล้านคน ที่ประสบกับปัญหาการเกิดฝ้า  และพบว่าผู้หญิงทั่วโลกประมาณ 45-50 ล้านคน ที่มีปัญหาเรื่องการเกิดฝ้าเช่นกัน มากกว่า 90% ของคนทีเกิดฝ้าเป็นผู้หญิง การป้องกันการเกิดฝ้าหลักๆ แล้วควรป้องกันใบหน้าไม่ให้โดนแดดนานๆ และหลีกเลี่ยงการออกแดดเป็นระยะเวลานานๆ หากหลีกเลี่ยงไม่ได้ควรทาครีมกันแดดเพื่อป้องกันการเกิดฝ้า


สาเหตุที่แท้จริงของการเกิดฝ้านั้นยังไม่ปรากฏหลักฐานที่แน่ชัด ผู้เชี่ยวชาญชื่อว่ารอยสีน้ำตาลที่เกิดขึ้นอาจเกิดจากหลายๆ ปัจจัย รวมไปถึงการตั้งครรภ์ ยาคุมกำเนิด ฮอร์โมน พันธุกรรม เชื้อชาติ ยาบางประเภทท การสัมผัสกับแดดเป็นระยะเวลานานๆ อาจจะเป็นสาเหตุหลักในการทำให้เกิดฝ้า จากการศึกษาพบว่าส่วนใหญ่แล้วฝ้าจะเกิดในช่วงฤดูร้อน ในช่วงหน้าหนาวรอยฝ้าจะจางลง ฝ้าที่เกิดในช่วงของการตั้งครรภ์จะเรียกว่า Chloasma หรือ "The mask of pregnancy"

โดยปกติแล้วหญฺิงตั้งครรภ์จะมีระดับของฮอร์โมนเอสโตเจน โปรเจสเตอโรน และ เมลาโนไซต์ เพิ่มสูงขึ้น แต่จากการศึกษาพบว่าการเกิดฝ้านั้นอาจจะมีผลการจากการเพิ่มขึ้นของโปรเจสเตอโรนเท่านั้น ไม่เกี่ยวกับเอสโตเจน และเมลาโนไซต์ นอกจากนี้การใช้ผลิตภัณฑ์รักษาฝ้าที่อาจก่อให้เกิดการแพ้หรือระคายเคืองผิว อาจเป็นสาเหตุให้ฝ้ารุกลามมากยิ่งขึ้น

กลุ่มคนที่พ่อ แม่ มีประวัติการเกิดฝ้ามีความเสี่ยงที่จะเกิดฝ้ามากกว่าคนที่พ่อ แม่ ไม่มีประวัติ วิธีป้องกันการเกิดฝ้าที่ดีที่สุดคือการหลีกเลี่ยงไม่โดนแดดเป็นระยะเวลานานๆ หรือหากหลีกเลี่ยงไม่ได้ควรใช้ครีมกันแดดเพื่อป้องกันการสัมผัสกับแสงอาทิตย์โดยตรง หลีกเลี่ยงการใช้ยาคุมกำเนิด หรือฉีดยาเพิ่มฮอร์โมน อาจจะช่วยป้องกันการเกิดฝ้าได้