มาทำครีมลดฝ้าด้วยวิธีธรรมชาติจากขมิ้นและกระทิกันเถอะ

สำหรับทุกท่านที่กำลังหนักอกหนักใจเรื่องฝ้า ที่อยู่บนใบหน้าของท่าน วันนี้ทางทีมงานจะมาแนะนำครีมลดฝ้าที่ทำจากวัตถุดิบที่ได้จากธรรมชาติ ซึ่งก็คือ ขมิ้น และก็ กระทิ นั่นเอง สรรพคุณของครีมตัวนี้คือสามารถรักษาฝ้า ลบเลือนรอยฝ้าที่อยู่บนหน้าให้จางลงได้น่ะครับ จริงๆ สูตรนี้เป็นของฝรั่งเค้าน่ะครับ เห็นว่าเป็นวิธีรักษาฝ้าแบบธรรมชาติ รับรองเรื่องความปลอดภัยครับ เลยนำมาแนะนำให้ทุกท่านได้ทดลองนำไปใช้กันดู

นอกจากนี้เรามีวิดีโอแนะนำการทำครีมลดฝ้าสูตรนี้ด้วยน่ะครับ เป็นภาษาอังกฤษ ใครที่ถนัดภาษาอังกฤษอยู่แล้วก็จัดเลยครับ ทำตามคำแนะนำที่อยู่ในวิดีโอได้เลย หากใครไม่คุ้นเคยกับภาษาฝรั่ง ผมได้สรุปเนื้อหาใจความ วิธีทำครีมลดฝ้าสูตร ขมิ้น กับ กระทิ ไว้แล้วน่ะครับ เรามาทำกันเลย

สิ่งที่ต้องเตรียม: 1น้ำกระทิประมาณ 15 ช้อนชา 2.ผงขมิ้น 2 ช้อนชา  3. Rose water 4 ช้อนชา 5. น้ำมะนาว 1 ช้อนชา
ครีมลดฝ้า
ผงขมิ้น
Rose water
Rose water

ก่อนอื่นเลยให้เราหาชามหรือถ้วยปากกว้างขนาดพอประมาณที่สามารถคนได้ง่ายๆ หน่อยจัดมาก่อนเลยครับ 1 ใบ จากนั้นเทน้ำกระทิลงไปก่อนเลย ตามด้วยผงขมิ้น น้ำดอกกุหลาบ** และน้ำมะนาว ตามปริมาณที่เราเตรียมเอาไว้ คนให้ส่วนผสมกลายเป็นเนื้อเดียวกันและมีความหนืดพอดี ส่วนประกอบที่แจ้งเอาไว้สามารถเพิ่มปริมาณได้ตามความเหมาะสม
น้ำกระทิ
น้ำกระทิ
น้ำมะนาว
น้ำมะนาว

เมื่อส่วนผสมเข้ากันแล้วเราจะได้ครีมลดฝ้า ให้เรานำไปทาบริเวณที่เราเป็นฝ้าทุกวัน ทิ้งไว้ประมาณ 30 นาทีแล้วค่อยแล้วออกแล้วเช็ดหน้าให้แห้ง ฝ้าที่เกาะอยู่บนหน้าของท่านก็จะค่อยๆ จางหายไป วิธีนี้เป็นวิธีรักษาฝ้าด้วยวิธีธรรมชาติ ดังนั้น จงอย่าคาดหวังว่าทำแค่ ไม่กี่วันแล้วฝ้าจะหายได้ ต้องมีความตั้งใจจริงครับ จะเริ่มเห็นผลว่าฝ้าเริ่มจางลงหลังจากใช้ครีมนี้ติดต่อกันอย่างน้อยสองอาทิตย์

หมายเหตุ:
**Rose Water น้ำกุหลาบ ที่ใช้กันมาตั้งแต่สมัยโบราณ เช็ดผิวให้รูขุมขนกระชับเนียนเรียบ ผิวพรรณสดใสไม่หมองคล้ำ บำรุงผิวให้เต่งตึง ใช้แทนโคโลญจน์ได้ด้วย น้ำกุหลาบจะได้มาจากการกลั่นน้ำมันหอมระเหยกุหลาบ

น้ำกุหลาบเป็นที่นิยมมาตั้งแต่สมัยโบราณหลายประเทศทั่วโลก เครื่องสำอางค์สมัยก่อนในบางตำรับก็มีการใช้น้ำกุหลาบเป็นส่วนผสม เช่น โคลด์ครีม มีการนำน้ำกุหลาบผสมกับส่วนผสมอย่างอื่น พอน้ำกุหลาบระเหยออกไปจะทำให้รู้สึกเย็นผิว จึงเรียกกันว่าโคลด์ครีม ในประเทศไทยเราเองก็มีใช้กันมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา เรียยกว่าน้ำกุลอับ

น้ำกุหลาบสามารถใช้ได้ทั้งเป็นน้ำกระสายยา เช็ดผิวหน้าให้รูขุมขุนกระชับเนียนเต่งตึง ไม่ทำให้ผิวหมองคล้ำ โดยใช้ได้อย่างปลอดภัย ไม่มีสารเคมีเจือปน ใช้แทนโทนเนอร์ทั่วไปได้ หากต้องการความสดชื่นให้แช่เย็นแล้วค่อยนำมาฉีดพ่นบนใบหน้า

ประโยชน์อีกอย่างหนึ่งก็คือใช้เพื่อความหอม โดยสามารถใช้หยดบนผ้าโดยไม่ทำให้เนื้อผ้าเป็นคราบ
หรือใช้แทนโคโลญจน์ได้ด้วย กลิ่นไม่ฉุนมากเหมือนน้ำหอม และไม่ทำให้เกิดอันตรายต่อผิวเหมือนน้ำหอมสังเคราะห์ จะประยุกต์โดยผสมดินสอพองพอกผิวก็ได้ผลดี คือให้ทั้งความหอมและลดผดผื่นได้เป็นอย่างดี(ใช้น้ำกุหลาบแทนน้ำอบไทยหรือน้ำปรุง)




น้ำมะนาวรักษากระได้จริงหรือ?

รักษากระด้วยมะนาวได้จริงหรือ? เชื่อหรือไม่ว่า นอกว่าจากครีมรักษากระ ฝ้า ราคาแพงๆ ที่วางขายกันอยู่ตามท้องตลาดแล้ว คุณยังสามารถรักษากระได้ด้วยตัวเองโดยไม่ต้องพึ่งพาสารหรือครีมเหล่านั้นเลย ในวันนี้ทางทีมงานจะมาแนะนำวิธีรักษากระโดยวิธีธรรมชาติ และท่านทั้งหลายสามารถทดลองทำกันได้เองที่บ้านโดยไม่มีผลข้างเคียงใดๆ

สูตรที่เราจะนำมาแนะนำในวันนี้คือ น้ำมะนาวสดซึ่งเป็นสมุนไพรรักษาฝ้าชนิดหนึ่ง และยังมีคุณสมบัติที่สามารถนำมาใช้รักษากระได้เช่นกัน โดยวิธีการคือ เลือกมะนาวสดมาซัก 2-3 ลูก หั่นเป็นชิ้นๆ จากนั้นบีบเอาเฉพาะน้ำ ใช้นิ้วแตะน้ำมะนาวสดที่คั้นเสร็จใหม่ๆ จากนั้นนำมาทาบริเวณที่เกิดกระให้ทั่ว น้ำมะนาวจะช่วยทำให้รอยกระหลุด ลอกร่อนออกไปได้ เนื่องจากน้ำมะนาวสดมีฤทธิ์เป็นกรดอ่อนๆ ทำให้กระมีสีจางลง สูตรนี้ควรทำเป็นประจำจนเห็นผล

ลองนำวิธีรักษาโดยธรรมชาตินี้ไปลองทำดูน่ะครับ

กระคืออะไร? อะไรคือสาเหตุหลักทำให้เกิดกระ?

กระคืออะไร? อะไรคือสาเหตุหลักทำให้เกิดกระ?

กระ คือ จุดสีน้ำตาลกลมๆ ไม่มีรอยนูนที่เกิดขึ้นบนผิวหนังของคนเรา โดยมีขนาดไม่ใหญ่มากนัก กระจะเกิดขึ้นบริเวณต่างๆ ของร่างกาย โดยสาเหตุหลักๆ เกิดจากการสัมผัสกับแสงอาทิตย์เป็นระยะเวลานานๆ กระจะมีโอกาสเกิดสูงในบริเวณที่ผิวหนังบาง เช่น ส่วนบนของร่างกาย คาง จมูก แขน และไหล่ช่วงบน กระสามารถเกิดได้ตั้งแต่เด็กอายุระหว่าง 1 ถึง 2 ปี

กระ ที่เกิดขึ้นกับคนส่วนใหญ่จะเป็นเม็ดสี แต่ละคนจะมีกระที่มีสีแตกต่างกันไป โดยกระอาจะมีสีออกแดงๆ เหลือง น้ำตาล น้ำตาลอ่อน สีน้ำผึ้ง หรือ สีดำ โดยปกติแล้วบริเวณผิวหนังที่เป็นกระจะมีสีผิวที่เข้มกว่าบริเวณรอบๆ กระจะมีสีเข้มขึ้นเรื่อยๆ หากสัมผัสกับแสงอาทิตย์บ่อยๆ และกระจะมีสีจางลงในช่วงหน้าหนาวที่มีอากาศเย็น

กระ เกิดขึ้นเนื่องจากร่างการมีปริมาณเซลล์เม็ดสีเข้ม( dark pigment) ที่เรียกว่า "เมลานิน" ในระดับที่สูง แต่จะไม่เกี่ยวกับการเพิ่มขึ้นของเซลล์ที่ทำหน้าที่ในการสร้าง dark pigment ที่เรียกว่า เมลาโนไซต์ (melanocyte)


กระ มีกี่ประเภท?

หลักๆ แล้ว กระ จะแบ่งออกเป็น 2 ประเภทด้วยกัน คือ กระธรรมดา และกระที่เกิดจากแดดเผา กระแบบธรรมดาจะมีลักษณะกลมๆ และเล็กๆ ขนาดเท่ากับประมาณปลายนิ้วมือ ส่วนกระที่เกิดจากแดดเผานั้น ส่วนใหญ่แล้วจะมีสีเข้มกว่าและจะพบร่องรอยของการอักเสบบริเวณขอบของรอยกระ และจะมีขนาดใหญ่กว่ากระแบบธรรมดา กระแบบที่เกิดจากการเผาไหม้ของแดดส่วนใหญ่แล้วจะเกิดบริเวณแผ่นหลังด้านบนและบริเวณหัวไหล่ ซึ่งถือว่าเป็นจุดที่เกิดการเผาไหม้ของแดดที่รุนแรงที่สุด

ส่วนวิธีรักษากระ สามารถติดตามได้ในบทความต่อไป

การรักษาฝ้าด้วยวิธีธรรมชาติ

ปัจจุบันนี้มีผลิตภัณฑ์ครีมรักษาฝ้าจำนวนมากออกมาจำหน่าย แต่เราควรจะใช้วิธีรักษาฝ้าด้วยวิธีธรรมชาติที่สามารถทำได้ง่ายๆ ด้วยตัวเอง วิธีรักษาฝ้าด้วยวิธีธรรมชาติเหล่านี้จะไม่เพียงแต่กำจัดปัญหาฝ้าเท่านั้น แต่ยังช่วยในกระบวนการของการต่ออายุผิวโดยนำระดับอีลาสตินที่ปกติก็จะช่วยให้ผิวที่ดีจะช่วยในการซ่อมแซมผิว ช่วยขจัดเซลล์ผิวที่ตาย พื้นผิวที่อุดตันรูขุมขน และทำให้มีสุขภาพผิวที่ดีขึ้น เรามาลองดูกันครับวิธีรักษาฝ้าด้วยวิธีธรรมชาติที่เราสามารถทำได้เองง่ายๆ ดังนี้

น้ำส้มสายชู: น้ำส้มสายชูซึ่งมีฤทธิ์เป็นกรด สามารถนำมาล้างทำความสะอาดหน้าได้ และสามารถกระตุ้นเซลล์ผิวใหม่ๆ ได้ นำน้ำส้มสายชูผสมกับน้ำในปริมาณที่เท่ากันมาผสมให้เข้ากัน จากนั้นใช้ล้าง ทำความสะอาดหน้า วิธีนี้จะทำให้หน้าดูนุ่นนวลขึ้น สามารถใช้น้ำส้มสายชูที่ผลิตจากแอปเปิ้ลหรือน้ำส้มสายชูที่ผลิตจากธรรมชาติแทนได้

น้ำหอมหัวใหญ่: สามารถเตรียมได้โดยการนำหอมหัวใหญ่มาปั่นละเอียดเพื่อให้ได้น้ำหอมหัวใหญ่ออกมา จากนั้นผสมกับน้ำส้มสายชูที่ผลิตจากแอปเปิ้ล ทาบริเวณที่เป็นฝ้าวันละประมาณ 2 คร้้ง หรืออีกวิธีนึง นำหอมหัวใหญ่มาหั่นเป็นแว่น จากนั้นจุ่มลงในน้ำส้มสายชูแล้วนำไปวางลงบนบริเวณที่เป็นฝ้า

น้ำมะนาว: น้ำมะนาวสามารถช่วยรักษาฝ้าได้อย่างรวดเร็ว สภาพที่เป็นกรดโดยธรรมชาติของน้ำมะนาวจะมีผลให้เกิดการลอกของเซลล์ผิวที่อยู่บ้านบน ดังนั้นจึงสามารถช่วยรักษาฝ้าให้จางลงได้

ความเครียดมีผลทำให้เกิดฝ้าด้วย ดังนั้นเราควรควบคุม ดูแลไม่ให้เกิดความเครียด วิธีที่ได้ผลมากที่สุดคือ การออกกำลังกาย การดื่มน้ำสะอาดมากๆ เป็นการช่วยทำให้ผิวชุ่มชื้น ขับของเสียออกจากร่างกายได้ง่ายผ่านทางเหงื่อ การรับประทานที่มีสารอาหารที่จำเป็นอย่างพอเหมาะโดยเฉพาะอย่างยิ่งวิตามินและแร่ธาตุต่างๆ โดยพบว่า การรับประทานผลไม้สดต่างๆ อย่างพอเหมาะจะทำให้ได้รับวิตามินและแร่ธาตุอย่างเพียงพอ

ทั้งหมดนี้เป็นวิธีรักษาฝ้าด้วยวิธีธรรมชาติอย่างเห็นผล แม้ว่าวิธีการรักษาฝ้าด้วยวิธีธรรมชาตินี้จะไม่ทำให้ฝ้าจางลงได้อย่างรวดเร็ว แต่ถ้าเปรียบเทียบเรื่องความปลอดภัย ก็ถือว่าคุ้มค่า

อะไรคือสาเหตุของการเกิดฝ้า?

ฝ้า ส่วนใหญ่แล้วจะมีลักษณะเป็นรอยสีน้ำตาลหรือรอยสีเทาปนน้ำเงินที่เกิดขึ้นบริเวณใบหน้า ส่วนใหญ่แล้วฝ้าจะเกิดกับผู้หญิงในช่วงระยะตั้งครรภ์ ฝ้าส่วนใหญ่จะเกิดบริเวณโหนกแก้ม เหนือริมฝีปาก หน้าผาก คาง ส่วนใหญ่แล้วฝ้าจะเกิดกับผู้หญิงที่มีอายุประมาณ 20-50 ปี แม้ว่าฝ้าจะไม่ค่อยพบว่าจะเกิดกับผู้ชาย แต่ผู้ชายก็มีโอกาสเกิดฝ้าได้เช่นกัน สาเหตุของการเกิดฝ้านั้น หลักๆ น่าจะเกิดจากการสัมผัสกับแสงแดดมากเกินไป ฮอร์โมนที่อยู่ในยาคุมกำเนิด การเปลี่ยนแปลงฮอร์โมนของหญิงในขณะตั้งครรภ์ คนส่วนใหญ่ที่เกิดฝ้าพบว่าคนเหล่านั้นต้องตากแดดเกือบทุกวัน ผู้หญิงตั้งครรภ์มีโอกาสเกิดฝ้าได้ง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้หญิงเอเชีย และผู้หญิงลาติน ผู้หญิงที่มีผิวสีมะกอกหรือผู้หญิงที่มีสีผิวเข้ม เช่น ผู้หญิงสเปน โปรตุเกส ผู้หญิงเอเชีย และผู้หญิงตะวันออกกลางจะมีโอกาสเกิดฝ้ามากกว่าผู้หญิงกลุ่มอื่นๆ

จากการสำรวจ พบว่ามีผู้หญิงชาวอเมริกันประมาณ 6 ล้านคน ที่ประสบกับปัญหาการเกิดฝ้า  และพบว่าผู้หญิงทั่วโลกประมาณ 45-50 ล้านคน ที่มีปัญหาเรื่องการเกิดฝ้าเช่นกัน มากกว่า 90% ของคนทีเกิดฝ้าเป็นผู้หญิง การป้องกันการเกิดฝ้าหลักๆ แล้วควรป้องกันใบหน้าไม่ให้โดนแดดนานๆ และหลีกเลี่ยงการออกแดดเป็นระยะเวลานานๆ หากหลีกเลี่ยงไม่ได้ควรทาครีมกันแดดเพื่อป้องกันการเกิดฝ้า


สาเหตุที่แท้จริงของการเกิดฝ้านั้นยังไม่ปรากฏหลักฐานที่แน่ชัด ผู้เชี่ยวชาญชื่อว่ารอยสีน้ำตาลที่เกิดขึ้นอาจเกิดจากหลายๆ ปัจจัย รวมไปถึงการตั้งครรภ์ ยาคุมกำเนิด ฮอร์โมน พันธุกรรม เชื้อชาติ ยาบางประเภทท การสัมผัสกับแดดเป็นระยะเวลานานๆ อาจจะเป็นสาเหตุหลักในการทำให้เกิดฝ้า จากการศึกษาพบว่าส่วนใหญ่แล้วฝ้าจะเกิดในช่วงฤดูร้อน ในช่วงหน้าหนาวรอยฝ้าจะจางลง ฝ้าที่เกิดในช่วงของการตั้งครรภ์จะเรียกว่า Chloasma หรือ "The mask of pregnancy"

โดยปกติแล้วหญฺิงตั้งครรภ์จะมีระดับของฮอร์โมนเอสโตเจน โปรเจสเตอโรน และ เมลาโนไซต์ เพิ่มสูงขึ้น แต่จากการศึกษาพบว่าการเกิดฝ้านั้นอาจจะมีผลการจากการเพิ่มขึ้นของโปรเจสเตอโรนเท่านั้น ไม่เกี่ยวกับเอสโตเจน และเมลาโนไซต์ นอกจากนี้การใช้ผลิตภัณฑ์รักษาฝ้าที่อาจก่อให้เกิดการแพ้หรือระคายเคืองผิว อาจเป็นสาเหตุให้ฝ้ารุกลามมากยิ่งขึ้น

กลุ่มคนที่พ่อ แม่ มีประวัติการเกิดฝ้ามีความเสี่ยงที่จะเกิดฝ้ามากกว่าคนที่พ่อ แม่ ไม่มีประวัติ วิธีป้องกันการเกิดฝ้าที่ดีที่สุดคือการหลีกเลี่ยงไม่โดนแดดเป็นระยะเวลานานๆ หรือหากหลีกเลี่ยงไม่ได้ควรใช้ครีมกันแดดเพื่อป้องกันการสัมผัสกับแสงอาทิตย์โดยตรง หลีกเลี่ยงการใช้ยาคุมกำเนิด หรือฉีดยาเพิ่มฮอร์โมน อาจจะช่วยป้องกันการเกิดฝ้าได้